โมโกจู บทพิสูจน์ของนักเดินทาง 15-19 ธันวาคม 2555

 

โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก  และมีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา จุดเด่นของที่นี้ก็คือหินเรือใบที่อยู่บนยอดนั้นเอง ยอดเขาโมโกจู อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ความสูง 1964 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ ใช้ระยะเวลาเดินทางไปกลับรวมแล้ว 5 วัน 4 คืน เลยที่เดียว รวมๆระยะทางไปกลับทั้งหมดก็ประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร มันคือการเดินเท้านะครับ ไม่ใช้ขับรถไปจอดแล้วเจอแบบนี้เลย ถ้าร่างกายและจิตใจไม่เด็ดเดียวจริงๆ ก็ยากที่มาสัมผัสกับสถานที่แห่งนี้ได้

 

 

 

 

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ มีพื้นที่ 558,750 ไร่ ครอบคลุม 2 จังหวัดคือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ภายในอุทยานฯนอกจากยอดเขาโมโกจูแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ อาทิ น้ำตกแม่กระสา น้ำตกแม่กี จุดชมวิวมออีหืด แก่งลานนกยูง กิจกรรมล่องแก่ง ปั่นจักรยาน และช่องเย็น สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี

      

       การเดินทาง จากกรุงเทพ ฯ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ถึงแยกโค้งวิไล ( กม.411+500) เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1242 (ผ่านอำเภอปางศิลาทอง) ประมาณ 40 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเส้นทาง 1072 ไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร จะพบสี่แยกคลองลาน เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1117 ไปอีกประมาณ 19 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยาน ฯ

       จากจังหวัดกำแพงเพชร ตามทางหลวงล่องสู่จังหวัดนครสวรรค์ กลับรถที่แยกคลองแม่ลาย เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 1117 ไปอีกประมาณ 65 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยาน ฯ

      

       สำหรับการขึ้นไปพิชิตยอดเขาโมโกจู ทางอุทยานฯได้จัดกิจกรรมเดินป่าระยะไกล 5 วัน 4 คืน ขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. ของทุกฤดูกาลท่องเที่ยว โดยกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 3 กลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 12 คน และไม่ต่ำกว่า 5 คน และมีอัตราค่าลูกหาบราคา 350 บาท/คน/วัน (ลูกหาบแบกสัมภาระไม่เกิน 20 กิโลกรัม/คน) ซึ่งผู้ที่ขึ้นไปพิชิตยอดเขาโมโกจูจะได้รับประกาศนียบัตรจากทางอุทยานฯ ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โทร. 0-5576-6024 หรือดูที่ www.dnp.go.th

      

       ส่วนเรื่องที่นักท่องเที่ยวต้องระวังเป็นพิเศษก็คือเรื่องของตัวคุ่นและเห็บลมที่จะพบมากในวันที่ 3-4 ดังนั้นจึงควรเตรียมยาทา สเปรย์กันแมลงไปป้องกัน(สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง) และควรสวมใส่เสื้อผ้าแขนขายาวปกคลุมให้มิดชิด

 

 

 

 

เราออกเดินทางจาก กทม.ประมาณห้าทุ่ม โดยเผื่อไว้ให้ถึงประมาณเช้าพอดี แต่พอมาถึงคลองลานเราก็แวะพักคนพักรถกันที่นี้ก่อน หาอะไรทานรองท้องยามเช้ากันที่นี้ พอเริ่มสว่างจึงออกเดินทางกันต่อสู่ อช.แม่วงก์  ในการท่องเที่ยวเดินป่าระยะไกลบนยอดโมโกจูนั้น ต้องทำการติดต่อเจ้าหน้าทีล่วงหน้าก่อนนะครับ ซึ่งทางอุทยานจะจัดตารางการท่องเที่ยวไว้แล้ว โดยจะมีค่าทริปที่ต้องจ่ายให้กับอุทยาน 8000 บาทต่อกลุ่ม ค่าลูกหาบ 350 บาทต่อวัน โดยมีน้ำหนักของที่ลูกหาบแบก 20 กิโลกรัมต่อคน  ในแต่ละครั้งจะจำกัดนักท่องเที่ยวไว้ที่ประมาณ 3 กลุ่ม โดยกำหนดไว้กลุ่มละ 5-12 ท่าน รวมๆแล้วแต่ละครั้งในการขึ้นยอดโมโกจูก็จะประมาณ 30 ท่าน  แต่ในช่วงที่ผมมา 15-19 ธันวาคม 2555  นักท่องเที่ยวไม่มากครับ โดยมีกลุ่มผม 6 คน และอีก 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คนเอง ซึ่งถือว่าน้อยมากๆครับ

 

ก่อนจะเดินขึ้นดอยก็จะมีเจ้าหน้าที่มาบรรยายเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติต่างๆ และเรื่องราวเกี่ยวกับยอดโมโกจูให้เราได้ฟังกันก่อน เพื่อให้พวกเราได้เตรียมทำใจกันไว่ก่อน 555  โดยมีโปรแกรมการเดินทาง 4 คืน 5 วัน ดังนี้ คือ คืนแรกพักที่จุดแค้มป์แม่กระสาด้วยระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร คืนที่สองพักที่จุดแคมป์แม่เรวาระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร คืนที่ 3 แค้มป์ตีนดอย 8 กิโลเมตรเป็นทางชันมากๆ คืนที่สีก็จะเดินกลับมานอนที่แค้มแม่กระสาอีกครั้ง รุ่งเช้าจึงเดินกลับอุทยาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องน้ำกินนั้นถ้ามีเครื่องกรองน้ำติดมาด้วยก็จะดีมากๆเลยนะครับถ้ากลัวเรื่องเชื้อโรคต่างๆที่มากับน้ำ ถ้าไม่มีก็ต้มเอาก็ได้ครับ  หรือจะไม่ต้มก็ได้เพราะก็เห็นเขากินกันได้ไม่มีปัญหาอะไร ค่ำคืนนี้เรานอนกันเร็วหน่อยครับประมาณสองทุ่มก็เก็บตัวเข้าเต็นท์เงียบกันแล้ว อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยล่าจากการเดินมาทั้งวัน ค่ำคืนแรกคงจบลงแค่นี้แล้วพบกันเช้าวันใหม่

 

เช้าวันรุ่งขึ้นยังไม่ทันสว่างเราก็ตื่นกันแล้ว เช้านี้เจ้าหน้าที่ใจดีทำอาหารเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อย เราทานข้าวกันเรียบร้อยก็จัดเก็บเต็นท์เก็บข้าวของเตรียมพร้อมออกเดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปก็คือแค้มป์แม่เรวา  ระยะทางไม่ไกลมากเป็นลางลาดเดินไม่ยากครับประมาณสัก 6 กิโลเมตร ช่วงนี้จะข้ามลำธาร 2 จุดครับ

 

 

 

 

 

 

เดินเรื่อยๆสักชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้วครับแค้มป์สอง แม่เรวา  คืนนี้เราพักกันที่นี้

 

 

 

 

 

 

ในวันนี้เรามีโปรแกรมต่อครับ นั้นคือน้ำตกแม่เรวา อยู่ไม่ไกลจากแค้มป์นี้มากเดินเท้าประมาณสัก 4-5 กิโลเมตร ใช้เวลา 40-45 นาทีก็ถึงครับ น้ำตกที่นี้สามารถเล่นน้ำได้ด้วยครับ  และก็สวยมากๆด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำตกที่นี้สามารถเล่นน้ำได้ด้วยครับ  และก็สวยมากๆด้วยเช่นกัน เรานั่งชมบรรยากาศและถ่ายรูปที่นี้อยู่ 2-3 ชั่วโมง ประมาณสี่โมงเย็นเราก็เริ่มเดินกลับสู่ที่พักกัน เดี๋ยวจะเย็นเกินไป เพราะเราก็ต้องรีบไปทำอาหารเย็นด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมนูนี้ยังไม่มีชื่อ 5555     ฝีมือเจ้าหน้าที่ พี่เล็ก กับพี่ช้าง

 

 

 

 

ค่ำคืนนี้เราอยู่กันดึกหน่อยเนื่องจากเมื่อคืนเราได้พักผ่อนกันเต็มทีแล้ว และวันนี้ก็เดินไม่หนักมาก แต่พรุ่งนี้สิ เจ้าหน้าที่บอกว่าเดินขึ้นอย่างเดียวเลยทางชันเอามากๆ เตรียมแรงเตรียมใจไว้ให้ดีๆ  เรื่องเตรียมใจนั้นไม่เท่าไหร่เพราะเราเตรียมใจมาตั้งแต่ที่บ้านแล้วอย่างเต็มที่ แต่เรื่องแรงเนี้ยสิต้องรอดูพรุ่งนี้ละครับว่าจะเป็นยังไงกันบ้าง  คืนนี้เรามีเมนูเด็ด ถั่วเขียวต้มร้อนไว้คลายหนาวได้อย่างดีเลยครับ  มีน้องเมย์คนเดียวที่ไม่ได้กินเพราะนอนสลบอยู่ เขย่าเต็นท์แทบพังยังไม่ตืนเลย เช้ามาบ่นใหญ่เลยทำไมไม่เรียกหนู ดีนะผมมีพยานเยอะเลยรอดตัวไป  คืนนี้ประมาณสามทุ่มเราจึงแยกย้ายเข้านอนกัน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าครับ ราตรีสวัสดิ์ครับสำหรับคืนที่สองแค้มป์แม่เรวา

 

อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ตีห้ากว่าๆพวกเราก็ตื่นกันแล้วครับ  วันนี้เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้า พวกเราออกเป็นกลุ่มสุดท้ายเช่นเคย กลุ่มอื่นๆออกกันต้องแต่หกโมงเช้า เรากว่าจะทานข้าวเก็บแค้มป์ก็เกือบเจ็ดโมงเช้า เอาละพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเลย จุดหมายต่อไปคือแค้มป์ตีนดอยแล้ว เย็นนี้เราจะได้เจอหินเรือใบที่เขาร่ำลือกันซะที เราละคืนนี้เราได้นอนเต็มที่ ร่างกายและจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เริ่มเดินกันเลยนะครับ ในระหว่างทางเดินนั้นจะมีจุดพักให้เราเติมน้ำอยู่ 2 จุด คืน คลอง 1 และคลอง 2  มื้อเที่ยงนี้เราจะพักทานข้าวกันที่คลอง 1 เราใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงตรงจุดคลอง 1 ประมาณ 11.30 น. เราแวะทานข้าวและเต็มน้ำดื่มกันที่นี้  ทานข้างกันเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางกันต่อเลย

 

เส้นทางต่อจากนี้ยิ่งชันกว่าช่วงแรกซะอีกเล่นเอาหายใจแทบไม่ทัน  แต่ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจของเรานั้นลดน้อยลงไปเลยแม้แต่นิด กลับทำให้เรามีแรงฮึกเหิมมากขึ้นเสียอีก  ช่วงนี้จากคลองหนึ่งใช้เวลาอีกไม่นานมากเราก็มาถึงคลองสอง เราแวะพักเติมน้ำกันที่นี้เป็นจุดสุดท้ายก่อนเดินขึ้นไปยังจุดกางเต็นท์ข้างบน  ประมาณเกือบบ่ายสองโมงเราก็มาถึงจุดกางเต็นท์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากยอดเขาแล้ว

 

 

 

 

 

 

เราเริ่มตั้งแค้มป์และก็พักผ่อนกันสักพักก็เริ่มเดินขึ้นยอดเขาโมโกจูกันเลย

 

 

 

 

ยอดเขาโมโกจู  ตั้งอยู่บนบนระดับความสูง 1,964 เมตร จากระดับน้ำทะเล  เราสามราถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ 360 องศาเลยละครับ ซึ่งผมถือว่าบนยอดนี้เป็นชุดชมวิวที่ดีเยียมเอามากๆ   แต่ช่วงแรกๆนี้ฟ้าไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ครับ  มีหมอกกระจายปกคลุมมาเรื่อยๆ เปิดบ้างปิดบ้าง ไม่นานกลุ่มอื่นก็เริ่มเดินลงกัน แต่เรายังขอรออยู่อีกสักพักพร้อมกับความหวังว่าฟ้าจะเปิดในช่วงเย็นนี้  และก็เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ เรารออีกไม่ถึงสิบนาที ฟ้าก็เปิดโล่งเลย แสงพระอาทิตย์สาดกระทบภูเขาละหินเรือใบสวยมากๆ คุ้มค่ากับการรอคอย และฝ่าฟันความเหนื่อยความลำบากกว่า 30 กิโลเมตร ลืมความเหนื่อยลืมเรื่องราวต่างไปชั่วขณะ ตอนนี้เสียงชัตเตอร์ดังสนั่นยอดโมโกจู มันเป็นช่วงนาทีทองเลยละครับ ต้องขอบคุณธรรมชาติที่สร้างสรรค์สิ่งที่งดงามให้พวกเราได้เห็นได้สัมผัส   หินเรือใบก้อนเดียวที่ตั้งชี้ฟ้าเด่นสง่า สามารถดึงดูนักเดินทางและนักท่องธรรมชาติให้มาที่นี้ได้ นี้แหละเสน่ห์ของโมโกจู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับเย็นนี้คงเพียงพอกับการรอคอย อากาศเริ่มเย็นลง พระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ได้เวลาอำลาหินเรือใบในเย็นวันนี้แล้วละ เดี๋ยวถ้ามืดกว่านี้จะเดินลงกันลำบาก  ไม่นานพวกเราก็เดินลงมาถึงแค้มป์  พี่เจ้าหน้าที่ใจดีทำอาหารเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ลงมาก็ทานกันได้เลย  คำคืนนี้อากาศค่อนข้างเย็นมากๆ ต้องสวยเสื้อกันหลายตัวเลยที่เดียว ด้วยความหนาวเย็นในค่ำวันนี้ทำให้เราเข้านอนกันอย่างรวดเร็ว ในเต็นท์อุ่นกว่าข้างนอกมากมายเลย แต่ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่ดี  คืนนี้นอนหลับๆตื่นๆครับอาจจะด้วยความหนาว  และทำให้นอนดิ้นไปก็ดินมาแถมพื้นก็เอียงซะอีก......ยังไงก็ราตรีสวัสดิ์ครับสำหรับแค้มป์สามคืนนี้ แค้มป์ตีนดอย แล้วเจอกันใหม่ในยามเช้า..

 

อรุณสวัสดิ์ยามเช้าคืนที่ 3 ได้ยินเสียงสวรรค์จากเจ๊พรเบาๆ ทุกคนตื่นได้แล้ว  เช้านี้เราตื่นเร็วหน่อยประมาณตีสามครึ่ง ไม่รอช้ารีบเดินขึ้นสู่ยอดดอยโมโกจูกันเลย ท่ามกลางความมืดเราถือไฟฉายคนละกระบอก  เดินตามเรียงกันไปด้วยความมุ่งมั่น ท้าความมืดและความหนาว ยิ่งเดินสูงขึ้นเรื่อยๆอากาศก็เย็นลง  พร้อมกับลมหนาวเข้ามาประทะร่างกาย บวกกับน้ำค้างที่เกาะตามใบหญ้าระหว่างทางยิ่งทำให้รู้สึกเย็นและขนลุกขึ้นมาทันที ตอนนี้รองเท้าเริ่มชุ่มไปด้วยน้ำค้าง  แต่ไม่นานนักพวกเราก็เดินขึ้นมาถึงยอดดอย เช้ามืดวันนี้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับนับไม่ถ้วน ซึ่งอย่าไปนับเลยครับ... ทำใจสู้กับความหนาวสักพักก็หยิบขาตั้งกล้องมา โอ้ยๆ ทำไมขาตั้งมันเย็นเฉียบขนาดนี้ วางไว้แป๊บเดียวเองนะเนี้ย 

 

วันนี้ดาวเยอะมากเหมาะกับการตั้งกล้องถ่ายดาวมากครับ ว่าแล้วไม่รอช้าจัดไปหลายช๊อต จนสว่างเลยที่เดียว  จากท้องฟ้ามืดสนิทเห็นเพียงดวงดาว   ในช่วงตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสีขึ้นมาเรื่อยๆ เส้นขอบฟ้าเริ่มเด่นและชัดเจนมากขึ้นจนแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วน ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถึงแม้ในเช้าวันนี้พวกเราจะไม่ได้เห็นหมอกไหลอย่างที่คิดและตั้งใจไว้  แต่เท่านี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เรารู้สึกดีและประทับใจกับสถานที่แห่งนี้  มันดูเหมือนว่าเราอยู่อีกโลกนึงเลยละครับ มีแค่พวกเราไม่กี่คนกับธรรมชาติอันงดงามและสมบูรณ์  มันไม่ง่ายเลยที่จะได้มาสัมผัสแต่ก็คงไม่ยากเกินไปถ้าเราคิดจะมาเยือนที่แห่งนี้  โมโกจู  ชื่อนี้จะยังคงตราตรึงอยู่ในความคิดและจิตใจเราตลอดไป  มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี้ หลากหลายอารมณ์และความรู้สึก ตอนนี้เริ่มสายคงต้องถึงเวลาต้องลาจากยอดดอยโมโกจูกันแล้ว  วันนี้เราต้องเดินทางต่อกันอีกไกล

 

อิ่มท้องจากมือเช้า  ตอนนี้เก้าโมงกว่าๆพวกเราเดินลงจากแค้มป์ตีนดอย  อำลายอดดอยโมโกจู วันนี้เราต้องเดินลงไปถึงที่แค้มป์แม่กะสาเลย ด้วยระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร  หลายคนคงคิดกว่าขาลงนี้จะเดินสบายๆ   มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เดินลงไม่ดีเขาจะพังเอาง่ายๆ แล้วเส้นทางต่อจากนี้ก็จะลงอย่างเดียวขาตึงไปหมด หาเส้นทางราบยากมากในช่วงนี้  ประมาณบ่ายสามเราก็มาถึงแค้มป์แม่กะสา  ตอนนี้อยากที่จะแช่น้ำมากๆ รอสักพังให้ร่างกายปรับตัวสักครู่  เริ่มรู้สึกดีขึ้นก็ไม่รอช้าลงไปแช่น้ำในลำธารท่ามกลางธรรมชาติ  น้ำเย็นสบายสดชื่นมากๆ มันช่วยผ่อนคลาดความเหนื่อยล่าไปได้มากเลยที่เดียว 

 

ค่ำคืนนี้คงเป็นค่ำคืนสุดท้ายสำหรับทริปนี้  ทุกคนดูอ่อนล้า แต่หน้าตาก็ยังเปี่ยมไปด้วยความสุข  ทุกคนมานั่งดูรูปกัน ดูไปก็หัวเราะไป รูปภาพเล่าเรื่องราวต่างๆได้จริงๆ มันคือความสุขของคนถ่ายถาพและท่องธรรมชาติ   ในวันรุ่งขึ้นเป็นวันสุดท้ายแล้วเราต้องเดินทางกลับในเส้นทางเดิมที่มาวันแรก เป็นทางถนนดินลูกรังระยะทาง 16 กิโลเมตร  เป็น 16 กิโลเมตรสุดท้ายที่พวกเราต้องทุ่มสุดตัว  เดินด้วยความมุ่งมั่นและระมัดระวัง  เพราะระหว่างสองข้างทางไม่ได้มีแค่เรา ถ้าเราเดินอย่างสังเกตุเราจะเห็นร่องรอยมากมายระหว่างทางที่เพื่อนร่วมโลกของเราได้ทิ้งเอาไว้ให้เราได้คุ่นคิดในป่าไพรนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

ลงมาถึงอุทยานก็เที่ยงพอดีเลย เราทานข้าวเที่ยงกันที่นี้ และก็อาบน้ำที่นี้เช่นกัน แล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพเลย.. ไม่มีแรงแวะเที่ยวที่ไหนแล้วๆๆๆ 555

 

ล่าก่อนโมโกจู แล้วมาพบกันใหม่นะ



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • spras77

    ได้ใจเลยครับ

    โพสเมื่อ 9 มิ.ย. 56 เวลา 09:48
  • iamruj

    สุดๆ

    โพสเมื่อ 21 มี.ค. 56 เวลา 16:16
  • iamruj

    สวยงามมากเลยครับ...สุดยอด

    โพสเมื่อ 21 มี.ค. 56 เวลา 16:15
  • 16act

    สุด

    โพสเมื่อ 8 มี.ค. 56 เวลา 15:44
  • katingthai

    เยี่ยมมากใบนี้

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:24
  • katingthai

    เยี่ยมมากใบนี้

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:23
  • katingthai

    บรรยากาศดีมาก

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:23
  • katingthai

    เบี้ยวได้สวย

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:22
  • katingthai

    สวยงามจริงๆ

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:22
  • katingthai

    ชอบจังใบนี้

    โพสเมื่อ 27 ก.พ. 56 เวลา 10:22
  • poopha

    สวยงามมากครับ

    โพสเมื่อ 25 ก.พ. 56 เวลา 16:14
  • win_win

    อยากไปมากๆ แต่ดูท่าจะฟิตไม่พอ

    โพสเมื่อ 23 ก.พ. 56 เวลา 17:54

โมโกจู บทพิสูจน์ของนักเดินทาง
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556
เวลา 11:50
เข้าชม 10,546 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/Bvkg9P